วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561

Article Summary

บทความเรื่อง..."แนวทางสอนคิด เติม "วิทย์" ให้เด็กอนุบาล


    ผู้ใหญ่หลายคนที่ไม่เข้าใจในธรรมชาติความเป็นนักวิทยาศาสตร์ตัวน้อยๆของเด็ก จึงปิดกั้นโอกาสทางการเรียนรู้ของพวกเขาโดยการไม่ให้ความสนใจกับคำถามและการ ค้นพบแบบเด็กๆ หรือไม่ได้จัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่จะส่งเสริมและต่อยอดทักษะและแนวคิด ที่ถูกต้องให้กับเด็กอย่างเหมาะสม ซึ่งนั่นทำให้การพัฒนาทักษะของเด็กต้องขาดตอนไปอย่างน่าเสียดาย

ดร.วรนาท รักสกุลไทย นักการศึกษาปฐมวัย ผู้อำนวยการโรงเรียนเกษมพิทยา (ฝ่ายอนุบาล) กล่าวว่า "เราคงทราบดีกันอยู่แล้วว่าวิทยาศาสตร์มีความสำคัญเพียงใด แต่สำหรับเด็กอนุบาล แนวทางการสอนต่างหากที่จะทำให้เด็กสนใจ สิ่งสำคัญที่สุดคือครูต้องแม่นยำในพัฒนาการของเด็ก เพื่อที่จะสามารถจัดการเรียนรู้ได้สอดคล้องกับความสามารถของเด็ก รวมถึงต้องอย่าลืมเรื่องจินตนาการที่มีอยู่สูงในเด็กวัยนี้"

ดร.เทพกัญญา พรหมขัติแก้ว นักวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์ประถมศึกษา สสวท. กล่าวถึงแนวทางในการสอนวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กอนุบาลว่า "แนวทางของ สสวท.คือต้องการให้คุณครูบูรณาการวิทยาศาสตร์เข้าไปในการเรียนการสอนปกติของเด็กๆ ซึ่งครูและนักการศึกษาปฐมวัยอาจจะมีคำถามว่า จะต้องแยกวิทยาศาสตร์ออกมาเป็นอีกวิชาหนึ่งไหมจริงๆ คือไม่ต้อง เพราะการเรียนรู้ในระดับปฐมวัยจะเน้นการเรียนรู้แบบองค์รวมไม่ต้องแยกเป็นวิชาเพราะวิทยาศาสตร์คือกระบวนการการเรียนรู้ อยากให้คุณครูมองว่า มันคือการเรียนรู้ธรรมชาติรอบตัวของเด็กๆ"สำหรับปัญหาที่พบในขณะนี้ก็คือ บางครั้งเด็กมีคำถาม แล้วครูตอบไม่ได้ เพราะเราก็ต้องเข้าใจครูปฐมวัยด้วยว่าอาจไม่มีพื้นฐานในสายวิทย์มากนัก ดังนั้นเมื่อครูเกิดตอบคำถามเด็กไม่ได้ก็จะเกิดหลายกรณีตามมา เช่น ครูบอกเด็กว่า เธออย่าถามเลย เด็กก็ถูกปิดกั้นการเรียนรู้ไปเสียอีก กับอีกแบบคือ ครูตอบคำถามเด็ก ซึ่งกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ควรจะเป็นการเรียนรู้ไปด้วยกัน ให้เด็กหาคำตอบด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอให้ครูหามาป้อน และถ้าครูตอบผิดเด็กก็อาจจำไปผิดๆได้"

นอกจากนี้ ดร.เทพกัญญา ยังได้ให้แนวทางในการ "สืบเสาะความรู้ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็ก" อันประกอบแนวทางปฏิบัติ 5 ข้อดังนี้
1. ตั้งคำถามที่เด็กสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง เช่น คำถามเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว หรือโลกของเรา 2. ออกไปหาคำตอบด้วยกัน เนื่องจากคำถามในระดับเด็กอนุบาลมักจะเปิดกว้าง ดังนั้นการค้นหาคำตอบอาจมีครูคอยช่วยจัดประสบการณ์ให้เด็กตามที่เขาตั้งขึ้น
3. เมื่อขั้นสองสำเร็จ เด็กจะเอาสิ่งที่เขาค้นพบมาไปตอบคำถามของเขาเอง ในขั้นนี้คุณครูอาจช่วยเสริมในแง่ของความครบถ้วนสมบูรณ์ หรือในด้านของเหตุและผล
4. นำเสนอสิ่งที่เขาสำรวจตรวจสอบมาแล้วให้กับเพื่อนๆ
5. การนำสิ่งที่เด็กค้นพบคำตอบนั้นไปเชื่อมโยงกับคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2561

Learning log 4

Wednesday, August 29, 2018


The knowledge gained


Scientific Process Skills for Preschool Children (ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์)


พัฒนาการ 4 ด้าน
พัฒนาการ : เป็นความสามารถของเด็กที่แสดงออกมาตามระดับช่วงวัย
ลักษณะพัฒนาการ : มีการเปลี่ยนแปลงเป็นลำดับขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง

ทฤษฎีเพียเจต์ (Piaget) ด้านสติปัญญา 
1.ขั้นรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง (Sensory-motor Period) เป็นขั้นพัฒนาการในช่วง 0-2 ปี การเรียนรู้ของเด็กวัยนี้ขึ้นกับการรับรู้จากการสัมผัสและการกระทำ โดยเด็กวัยนี้จะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง
2.ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Pre-operational Period) เป็นขั้นพัฒนาการในช่วงอายุ 2-7 ปี การเรียนรู้ของเด็กวัยนี้ขึ้นอยู่กับการรับรู้ของเด็กเป็นส่วนใหญ่และยังไม่สามารถที่จะใช้เหตุผลอย่างลึกซึ้ง แต่สามารถเรียนรู้การใช้ภาษาและสัญลักษณ์ได้ พัฒนาการในขั้นนี้แบ่งออกเป็น 2 ขั้นย่อย ดังนี้
- ขั้นก่อนเกิดความคิดรวบยอด ช่วงอายุ 2-4 ปี
- ขั้นการคิดด้วยความเข้าใจของตนเอง 4-7 ปี

The importance of science (ความสำคัญของวิทยาศาสตร์)

: ช่วยในเรื่องวงการแพทย์ เกษตรกร และทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์สุขสบายขึ้น 

เด็กปฐมวัย
เป็นวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็น
- วัยที่มีพัฒนาการของสมองมากที่สุดของชีวิต
- แสวงหาความรู้สามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองจากสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว

Scientific Process Skills (ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์)

1.ความหมายทักษะการสังเกต
          ทักษะการสังเกต (Observation) หมายถึงการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ์โดยมีจุดประสงค์ที่จะหาข้อมูลซึ่งเป็นรายละเอียดของสิ่งนั้นๆ เช่น
- การสังเกตรูปร่างลักษณะและคุณสมบัติทั่วไป
- การสังเกตควบคู่กับการวัดเพื่อทราบปริมาณ
- การสังเกตเพื่อรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง 
2.ความหมายทักษะการจำแนกประเภท 
          ทักษะการจำแนกประเภท (Classifying) หมายถึงความสามารถในการแบ่งประเภทสิ่งของโดยหาเกณฑ์ (Criteria) เช่น
- ความเหมือน (Similarities)
- ความแตกต่าง (Differences) 
- ความสัมพันธ์ร่วม (Interrelationships) เช่น รถกับถนน เรือกับแม่น้ำ พาหนะกับสถานที่เวลาใช้งานต้องทำงานไปพร้อมกัน
3.ความหมายทักษะการวัด
            ทักษะการวัด (Measurement) หมายถึงการใช้เครื่องมือต่างๆ วัดหาปริมาณของสิ่งของที่เราต้องการทราบได้อย่างถูกต้อง โดยมีหน่วยการวัดกำกับ เช่น
- รู้จักกับสิ่งของที่จะวัด
- การเลือกเครื่องมือที่นำมาใช้วัด เช่น กระป๋องใช้วัดปริมาณของน้ำ
- วิธีการที่เราจะวัด
4.ความหมายทักษะการสื่อความหมาย
           ความหมายทักษะการสื่อความหมาย (Communication) หมายถึง การพูด การเขียนรูปภาพ และภาษาท่าทาง การแสดงสีหน้าความสามารถรับข้อมูลได้อย่างถูกต้องและชัดเจน เข่น
- บรรยายลักษณะคุณสมบัติของวัตถุ
- บันทึกการเปลี่ยนแปลงของวัตถุได้
- บอกความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ได้จัดกระทำ
- จัดกระทำข้อมูลในรูปแบบต่างๆ
5.ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล
            (Interring) เป็นการเพิ่มความคิดเห็นให้กับข้อมูลที่มีอยู่อย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์ต่างๆ เช่น
- การหาข้อสรุปเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ
- การสรุปความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ
- การสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆรอบตัว
6.ความหมายทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา
           (Space) หมายถึง การรู้จักเรียนรู้ 1 มิติ 2 มิติ 3 มิติ การเขียนภาพ 2 มิติแทนรูป 3 มิติ
การบอกทิศทาง การบอกเงา ที่เกิดจากภาพ 3 มิติ การเห็นและเข้าใจภาพที่คิดบนกระจกเงา การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลาสำหรับเด็กปฐมวัย เช่น
- ชี้บ่งภาพ 2 มิติ และ 3 มิติ
- บอกความสัมพันธ์ระหว่างทิศทางของวัตถุ
- บอกตำแหน่งหรือทิศทางของวัตถุ
- บอกตำแหน่งซ้ายหรือขวาของภาพที่เกิดจากการวางวัตถุไว้หน้ากระจกเงา
7.ความหมายทักษะการคำนวณ
            หมายถึง ความสามารถในการนับจำนวนของวัตถุ การบวก ลบ คูณ หาร การนับจำนวนของวัตถุ การนำจำนวนตัวเลขมากำหนดบอกลักษณะต่างๆ เช่น ความกว้วง ความยาว ความสูง พื้นที่ ปริมาตร น้ำหนัก เช่น
- การนับจำนวนของวัตถุ
- การบวก ลบ คูณ หาร
- การนำตัวเลขมากำหนดหรือบอกลักษณะต่างๆของวัตถุ

มาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาปฐมวัย
มาตรฐานด้านผู้เรียน : มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ และมีความคิดสร้างสรรค์

คุณสมบัติบุคคลที่เอื้อต่อทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์
1.ความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่จะวิเคราะห์
2.ช่างสังเกต ช่างสงสัย ช่างไต่ถาม คำถามที่มักใช้ 5W  WHAT WHERE WHEN WHY WHO 1H HOW
3.ความสามารถในการลงความเห็น
4.ความสามารถในการหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล

องค์ประกอบของการคิดทางวิทยาศาสตร์
1.สิ่งที่กำหนดให้ : เป็นสิ่งสำเร็จรูปที่กำหนดให้ สังเกต จำแนก วัด / สื่อความหมาย / ลงความเห็น / หาความสัมพันธ์ / การคำนวณ เช่น วัตถุ สิ่งของ เรื่องราว เหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ
2.หลักการหรือกฏเกณฑ์ : เป็นข้อกำหนดสำหรับใช้แยกส่วนประกอบของสิ่งที่กำหนดให้เช่น เกณฑ์ จำแนกสิ่งที่เหมือนกันหรอแตกต่างกัน เกณฑ์ในการหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ลักษณะความสัมพันธ์คล้ายคลึงกันหรือขัดแย้งกัน
3.การค้นหาความจริงหรือความสำคัญ : เป็นการพิจารณาส่วนประกอบของสิ่งที่กำหนดใให้ ตามหลักเกณฑ์ แล้วทำการรวบรวมประเด็นที่สำคัญเพื่อหาข้อสรุป

ความสามารถในการลงความเห็นจากข้อมูล (คำถาม)
     - อะไรเป็นสาเหตุให้เกิดฝนตกหนัก
- อะไรเกี่ยวข้องกับการเติบโตของต้นถั่วงอก เกี่ยวข้องอย่างไร
- มีแนวทางแก้ปัญหาในการทดลองอย่างไรบ้าง
- มีองค์ประกอบใดบ้างที่นำไปสู่การย้อมสีใบไม้ให้สวย

กระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์
ขั้นที่ 1 กำหนดสิ่งที่ต้องการศึกษา
ขั้นที่ 2 กำหนดปัญหาหรือวัตถุประสงค์
ขั้นที่ 3 กำหนดหลักการหรือกฏเกณฑ์
ขั้นที่ 4 พิจารณาแยกแยะ
ขั้นที่ 5 สรุปคำตอบ

สมองกับวิทยาศาสตร์
- ตีความข้อมูล
- หาเหตุผล
- ประเมินคุณค่า
- จำแนกองค์ประกอบ



Self evaluation 

: ตั้งใจฟังอาจารย์สอนค่ะ เพราะวันนี้เนื้อหาค่อนข้างเยอะ จดบันทึกตามเพื่อที่จะนำกลับมาทำบล็อคค่ะ


Evaluate friends 

: เพื่อนบางส่วนมาสายค่ะ มีการให้ความร่วมมืในการเรียน พยายามช่วยกันตอบคำถามอาจารย์ มีความกระตือรือร้นในการค้นหาคำตอบ 

Evaluate the teacher

: อาจารย์ทบทวนความรู้เดิมก่อนเรียน และมีการกระคุ้นให้นักศึกษาได้ตอบคำถามอยู่ตลอดเวลาค่ะ




วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Learning log 3

WEDNESDAY,AUGUST 22 ,2018


The knowledge gained

         
             วันนี้อาจารย์นัดหมายให้ไปเรียนที่ห้องสมุด และได้มอบหมายงานให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มช่วยกันคิดกิจกรรมขึ้นมากลุ่มละ 1 อย่างเพื่อที่จะไปศึกษาดูงานที่เขาดิน โดยกิจกรรมต้องเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เช่น จำนวน ขนาด ระยะทาง ทิศทาง พื้นที่ เป็นต้น เพื่อให้เด็กได้ฝึกทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เช่น
- ปริศนาคำทาย
- เกมทายภาพ
- สร้างนิทาน
- คำคล้องจอง
- แต่งเพลง + ท่าทางประกอบ            

             จากนั้นอาจารย์ก็ให้แต่ละกลุ่มแยกย้ายช่วยกันออกแบบเครื่องมือที่จะให้เด็กไปทำกิจกรรมที่เขาดิน ต้องใช้อะไรบ้าง ?
- วัตถุประสงค์
- วิธีการ
- วัสดุ/อุปกรณ์
- ถ่ายวิดีโอ

 



         กลุ่มดิฉัน ได้คิดกิจกรรมชื่อว่า "เติมภาพสร้างสรรค์"


วัตถุประสงค์
1.เพื่อให้เด็กศึกษาชื่อและโครงสร้างของสัตว์
2.เพื่อให้เด็กสังเกตและรู้จักการจำแนกประเภทของสัตว์
3.เพื่อให้เด็กเข้าใจว่าทำไมต้องทำดีกับสัตว์ หรือต้องช่วยกันอนุรักษ์สัตว์
4.เพื่อให้เด็กได้ฝึกทักษะทั้ง 4 ด้าน การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน


วิธีการ
1.กำหนดหัวข้อกิจกรรม "เติมภาพสร้างสรรค์"
2.วางแผนกิจกรรมเติมภาพสร้างสรรค์ร่วมกันภายในกลุ่ม
3.ดำเนินกิจกรรมโดย ครูผู้สอนอธิบายวิธีการทำกิจกรรม พร้อมแจกใบกิจกรรมและอุปกรณ์
4.ให้เด็กเริ่มศึกษาข้อมูลในสวนสัตว์และเริ่มลงมือทำใบกิจกรรม
5.ครูและเด็กร่วมกันอภิปรายถึงกิจกรรม เติมภาพสร้างสรรค์
6.ครูนำผลงานของเด็กมารวบรวมทำแฟ้มสะสมผลงาน

วัสดุ/อุปกรณ์
1.กระดาษ
2.สี
3.ดินสอ




Self evaluation

: วันนี้ดิฉันแต่งตัวเรียบร้อยค่ะ และตั้งใจฟังอาจารย์มอบหมายงานและอธิบายเนื้อหา ช่วยเพื่อนคิดและทำงานร่วมกันในกลุ่มค่ะ


Evaluate friends

: เพื่อนๆเข้าเรียนตรงเวลา ตั้งใจฟังอาจารย์ มีเสียงดังเล็กน้อย และให้ความร่วมมือในการเรียน


Evaluate the teacher

: อาจารย์มีการแนะนำวิธีการคิดกิจกรรม ยกตัวอย่างให้ฟัง และช่วยนักศึกษาคิดและปรับกิจกรรมเพื่อให้เหมาะสมกับเด็กมากที่สุดค่ะ

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Learning log 2

Wednesday, August 15, 2018


The knowledge gained


วันนี้เรียนการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ ในหัวข้อเรื่อง... เขาดิน

เขาดิน : เป็นวิทยาศาสตร์ประเภทชีวภาพ ถ้าพูดถึงเขาดินเราจะนึกถึง สัตว์ ต้นไม้ ธรรมชาติ


Activities done in the classroom (กิจกรรมที่ทำในห้องเรียน)

1.ให้แบ่งกลุ่มและช่วยกันเขียนองค์ประกอบของเขาดินเป็น Mind Mapping


และนี่คือผลงานของกลุ่มดิฉัน กลุ่มที่ 5



หัวข้อที่อยู่ใน Mind Mapping

1.ประวัติ : ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2481 มีเนื้อที่ 118 ไร่ มีสัตว์อยู่ประมาน 2000 ตัว ที่ตั้ง 71 ถนนพระราม 5 ดุสิต กรุงเทพมหานคร
2.สัตว์ 
2.1 สัตว์บก : เลี้ยงลูกด้วยนม ได้แก่ ยีราฟ สิงโต ช้าง ม้า ลิง เป็นต้น ออกลูกเป็นไข่ ได้แก่ งู นกกระจอกเทศ ไก่ 
2.2 สัตว์น้ำ : ปลา โลมา แมวน้ำ
2.3 สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ : จระเข้ เต่า เพนกวิน
3.สถานที่ : อาคารพิพิธภัณฑ์สัตว์ อาคารสัตว์หากินกลางคืน อาคารแสดงสัตว์เลื้อยคลาน เกาะนก
4.อาหาร : กินเนื้อ ได้แก่ โลมา เสือ สิงโต งู  กินพืชผักผลไม้ ได้แก่ แกะ นก ลิง ชะนี ค่าง ยีราฟ เก้ง

* วิธีการเขียน Mind Mapping ถูกต้องแล้วแต่ต้องขีดเส้นให้สมดุลกัน


  Works of friends (ผลงานของเพื่อนๆ กลุ่มที่ 1-4)




 2.Activities question and answer (กิจกรรมการถาม-ตอบ )

: เรื่องวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในเขาดิน


- ระบบนิเวศการพึ่งพาอาศัยกันของพืชและสัตว์
- พลังงานจากกังหันลม กังหันลม คือ เครื่องจักรกลอย่างหนึ่งที่สามารถรับพลังงานจลน์ จากการเคลื่อนที่ของลมให้เป็นพลังงานกลได้
- การขยายพันธ์ุของสัตว์ เช่น ลิงกัง เริ่มผสมพันธ์ุเมื่ออายุ 3-4 ปี ผสมพันธ์ุทุกฤดู ระยะตั้งท้องประมาณ 5-7 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว มีอายุถึงประมาณ 25 ปี ตัวผู้หรือแต่ละตัวอาจผสมพันธ์ุกับตัวอื่นได้หลายตัว และไม่อยู่เป็นคู่แน่นอน
- ที่อยู่อาศัยของสัตว์ สัตว์แต่ละประเภทอาจจะมีที่อยู่อาศัยที่เหมือนและแตกต่างกัน เช่น แมวน้ำและฮิปโป อาศัยอยู่ในน้ำเหมือนกันและสามารถขึ้นมาบนบกได้
- กังหันน้ำ เป็นเครื่องจักรกลในการเปลี่ยนพลังงานของการไหลของน้ำ หรือการตกของน้ำไปสู่พลังงานรูปอื่น
- การดอง เป็นการดองเพื่อคงสภาพของสัตว์ไว้เพื่อศึกษา
- อาหารของสัตว์ 
- การแยกประเภทของขยะ ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์จากของที่เหลือใช้ได้
- พันธ์ุไม้ พืช เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถขยายพันธ์ได้
- เสียงร้องของสัตว์ เป็นการบ่งบอกลักษณะของสัตว์แต่ละชนิด
- สายพันธ์ุ  ไก่ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีหลายสายพันธ์ุ เช่น ไก่ฟ้าหลวง ไก่ประดู่หางดำ ไก่แจ้

เครื่องมือ : ที่ใช้ในการเข้าไปศึกษาข้อมูลในเขาดิน
1. การจดบันทึก (take notes)
2. การถ่ายรูป วิดีโอ (take photos / video recording)
3. เด็ก : กระดาษ/ดินสอ ให้เด็กวาดรูป และครูเป็นคนบันทึกให้เด็ก
4. การสอบถาม (ask) 
เช่น
- การทำความสะอาดบ่อฮิปโป เวลาทำความสะอาดทำยังไง ย้ายฮิปโปไปไว้ไหน
- การรักษา : เวลาสัตว์ป่วยเอาไปรักษาที่ไหน มีวิธีการรักษายังไง
- การผสมพันธ์ุเทียม : วิธีการผสมพันธ์ุเทียมเพื่อขยายพันธ์ุสัตว์ที่ใกล้ศูนย์พันธ์ุ
- การฝึกแมวน้ำ : มีวิธีการฝึกยังไง และใช้ระยะเวลานานไหม
- การขนย้ายสัตว์

Vocabulary


1.Tram  รถราง
2.Boat  เรือ
3.Water Turbine  กังหันน้ำ
4.Tree  ต้นไม้
5.The bridge  สะพาน
6.Animal cage  กรงสัตว์
7.Convenience Store  ร้านสะดวกซื้อ
8.Tiger  เสือ
9.Goat  แพะ
10.Giraffe  ยีราฟ


Self evaluation

วันนี้ดิฉันเข้าเรียนตรงเวลา และแต่งตัวเรียบร้อย ตั้งใจฟังอาจารย์และช่วยเพื่อนๆทำงานกลุ่มและตอบคำถามอาจารย์ ให้ความร่วมมือในการเรียนค่ะ



Evaluate friends

: เพื่อนมาเรียนตรงเวลา และตั้งใจทำงานกลุ่มของตนเอง ช่วยเหลือกันในห้องเรียน และมีบางกลุ่มเท่านั้นที่คุยกันแต่ก็ทำงานส่งอาจารย์ค่ะ






Evaluate the teacher

: อาจารย์เข้าสอนตรงเวลา มีกิจกรรมเป็นกลุ่มมาให้ทำเพื่อสร้างความสามัคคี มึการถาม-ตอบเพื่อให้นักศึกษาได้คิดทบทวน ชอบเวลาอาจารย์ให้ทำงานกลุ่มเพราะจะได้แลกเปลี่ยนความรู้กันกับเพื่อนในกลุ่มและเพื่อนกลุ่มอื่นๆค่ะ



วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Learning log 1

Wednesday, August 8, 2018



The knowledge gained


วันนี้เป็นการเรียนการสอนครั้งแรก อาจารย์ได้ชี้แจงเกี่ยวกับรายวิชาและข้อตกลงต่างๆในการเรียนมีการถามความคิดเห็นนักศึกษาในการวางแผนวันและเวลาเรียน และอาจารย์ชี้แจงเกี่ยวกับการทำบล็อกซึ่งในรายวิชานี้ให้เขียนเนื้อหาภาษาอังกฤษเป็นหลัก และ สั่งงาน คือ หาหนังสือวิทยาศาสตร์ที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย และนำมาลงบล็อก


Self evaluation

: เข้าพบอาจารย์ตามที่อาจารย์นัดตามเวลา ตั้งใจฟังอาจารย์ชี้แจงรายวิชาและมอบหมายงาน




Evaluate friends

: เพื่อนๆส่วนใหญ่เข้าพบอาจารย์ตามที่อาจารย์นัด และตั้งใจฟังอาจารย์ สร้างบล็อกและทำงานตามที่อาจารย์สั่งส่ง




Evaluate the teacher

: วันนี้อาจารย์ต้องไปราชการ แต่อยากพบปะนักศึกษาเพื่อพูดคุยและมอบหมายงาน จึงสละเวลาเรียกนักศึกษาเข้าพบพูดคุยประมาน 30 นาที และปล่อยให้นักศึกษาไปศึกษาค้นคว้างานตามที่ได้รับมอบหมายค่ะ






Science books on early childhood


Science books




แหล่งศึกษาค้นคว้า : สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม 
ชื่อเรื่อง : The Story of Inventions  บันทึกเรื่องราวของเหล่าสิ่งประดิษฐ์
ผู้เขียน : Anna Claybourne
ผู้แปล : ปิตินันท์  คูอมรพัฒนะ
ภาพประกอบ : Adam Larkum